Persona 5: The Royal กับ 3 สิ่งที่ทำให้มันยังเป็นหนึ่งในเกมที่น่าเล่นที่สุดของปี

 

 

Persona 5: The Royal คือเกมแนว JRPG ที่เพิ่งวางจำหน่ายเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าเนื้อแท้กว่า 70% มันจะยังคงเป็นเกมเดิมเกมเดียวกับที่เคยคว้ารางวัลเกมยอดเยี่ยมจากหลากสำนักเมื่อปี 2017 แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามากมายก็ทำให้เกมที่สมบูรณ์มากๆ อยู่แล้วกลายเป็นเกมสมบูรณ์ขึ้นไปอีกจนอดรู้สึกทึ่งไม่ได้จริงๆ ครับ และทำให้ผมรู้สึกว่าแม้จะเคยเล่นภาคดั้งเดิมจบไปแล้วด้วยเวลาเกือบๆ 130 ชั่วโมง ก็ยังยินดีที่จะมาซํ้ามันอีกรอบด้วยเวลาที่อาจจะมากกว่าเดิมอีกนับ 10 ชั่วโมงเลยทีเดียว

 

Persona 5: The Royal

สมบูรณ์แบบ 200%

คำถามแรกของหลายๆ คนก็คือซื้อเล่นภาคไหนดีระหว่างภาคนี้กับดั้งเดิม? ก็คงตอบได้ง่ายๆ ว่าซื้อเล่นภาคนี้ไปเลยครับ เพราะหาซื้อง่ายกว่าทั้งยังมาพร้อมกับเรื่่องราวที่สมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิม ขนาดว่าผมเพิ่งเล่นไป 40 กว่าชั่วโมง ยังพบว่ามันมีอะไรใส่เพิ่มมาเยอะแยะเต็มไปหมด สำหรับมือใหม่ก็ตอบว่าเล่นภาคนี้ไปเลยครับ ยังไงก็คุ้มค่าแน่นอน ขอยํ้าว่า “ต้องเล่น” เลยดีกว่า เพราะนี่คือ JRPG – Turnbase ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในช่วงหลายปีมานี้ ส่วนผู้ที่เคยเล่นภาคต้นตำรับจบมาแล้วก็อาจต้องคิดหนักนิดหน่อย เพราะต้องบอกว่าจริงๆ แล้วแกนเนื้อเรื่องมันคือของเดิมแต่เพิ่มเติมคือรายละเอียดยิบย่อย ที่ผมอาจยังบอกไม่ได้หมดว่ามันสำคัญไหม แต่หลังจากนั่งเล่นไปเกือบครึ่งทางส่วนตัวผมก็คิดว่าคุ้มที่จะเล่นอีกรอบกับสิ่งที่เพิ่มเข้ามาครับ เว้นเสียแต่ว่าคุณจบภาคเดิมมาหลายรอบก็อาจจะต้องคิดหนักกว่าเดิมสักหน่อย ถึงอย่างนั้นหากคุณชอบ Persona เป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ไม่อยากให้พลาดกันครับ

 

Persona 5: The Royal

 

แผ่นเกมส์ออกใหม่ อีกหนึ่งเกมเผาเวลาระดับ 100 ชั่วโมง++ ช่วงเก็บตัวอยู่บ้านหนี Covid 19 กันแบบนี้เกมไหนที่เผาเวลาได้มากผมจับมาเป็นข้อดีหมดแหละครับ (ฮา) โดยช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาผมแนะนำ Mount & Blade II ไป แถมช่วงนี้คนน่าจะเฮโลไปเล่น Final Fantasy VII Remake กันมากโขอยู่ ซึ่งทั้ง 2 เกมต่างเป็นเกมที่เผาเวลาได้หลาย 10 ชั่วโมงอยู่ แต่ถ้าคุณต้องการเกมที่เผาเวลาแบบ Extremely ล่ะก็ Persona 5: The Royal เป็นคำตอบให้ได้แน่นอนกับระยะเวลาเล่นการันตี 80 ชั่วโมงขึ้นไปหากคุณรีบเล่น แต่ถ้าเล่นแบบสบายๆ ไปเรื่อยๆ ก็มี 100++ แน่นอนครับ ซึ่งอี 100 ชั่วโมง++ เนี่ยก็มีสิทธิ์มากๆ ที่คุณจะเก็บทุกอย่างไม่ครบจนต้องถ่อมาเล่น New Game+ กันอีกรอบ ดังนั้นแล้วถ้าต้องการเกมที่เล่นได้ยาวๆ และจบได้อิ่มเอม เกมนี้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกได้อย่างไม่ต้องสงสัย

 

Persona 5: The Royal

 

ไม่ใช่แค่การยัดคอนเทนต์เพิ่ม แต่คือเติมให้เกมสมบูรณ์

บางคนอาจสงสัยว่าทำไมไม่ทำเป็นขาย DLC แยกแต่ดันขายแบบแพคเกจเต็มใหม่ทั้งหมด จุดนี้ก็เป็นธรรมเนียมของ Persona มาทุกภาค ซึ่งส่วนหนึ่งผมก็ค่อนข้างเห็นด้วย แต่อีกส่วนผมก็เข้าใจว่าทำไมทีมพัฒนาถึงเลือกเวย์นี้ เพราะคอนเทนต์ที่เติมเข้ามาใหม่ มันไม่ใช่การเข้ามาต่อยอด แต่มันคือการเติมให้เกมสมบูรณ์ขึ้น เปรียบไปเหมือนกับไม่ได้ต่อเติมบ้าน แต่เป็นการ Renovate ใหม่ที่แม้หลักๆ บ้านจะยังมีโครงเดิม แต่ก็มีสิ่งที่ถูกปรับเปลี่ยนหรือมีอะไรเพิ่มเข้ามาบานเบอะ ถ้าคุณเคยเล่นภาคดั้งเดิมมาก่อนคุณอาจจะจำได้ว่ามันมีกิจกรรมต่อวันเยอะขนาดไหน มาภาคนี้มันเยอะขึ้นกว่าเดิมอีกราวๆ 30% จนเราอดสงสัยไม่ได้ว่าพวกพี่ๆ เขาหาช่องหาทางยัดเพิ่มเข้าไปได้ยังไง นอกจากนี้ก็ยังมีส่วนที่แก้ของเก่าเพื่อให้สอดรับกับสิ่งใหม่ที่เพิ่มเข้ามา เช่นหลายๆ ฉากที่ถูกแก้ใหม่เพื่อให้สามารถใช้ฟีเจอร์ปืนยิงสลิง หรือการเพิ่มตัวละครให้ อัดบทให้ตัวละครเดิม ก็ทำให้เนื้อเรื่องบางช่วงถูกเติมเข้ามาเช่นกันครับ ขณะที่อีกส่วนที่ถูกโมดิฟายเยอะที่สุดก็คือระบบต่อสู้นั่นเอง มีการปรับระบบบางอย่าง และเติมระบบอีกหลายอย่างเข้ามาทำให้มันมีความวาไรตี้มากกว่าเดิมจากที่ก็เยอะเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่งผลให้การต่อสู้สนุกขึ้นไปอีกทั้งยังโฟลวมากขึ้นด้วยครับ ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาเท่านั้น ยังมีอีกหลายๆ ระบบใหม่ที่ไม่ถูกกล่าวถึง แต่อยากให้ไปเจอกันเองในเกมหลักมากกว่า

 

Persona 5: The Royal

 

โดยสรุปแล้วถ้าเอาง่ายๆ เลยคือ ไม่ว่าคุณจะเคยเล่นเกมนี้มาหรือไม่ Persona 5: The Royal ก็ยังเป็นเกมที่คุณต้องมีติดเครื่อง PlayStation 4 ไว้ครับ คุ้มสค่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่าคุณไม่ขอบเล่น JRPG-Turnbase น่ะนะ

 

Persona 5: The Royal