7 มนต์อสูรจาก Final Fantasy 7 ที่อยากเห็นมากที่สุดในเวอร์ชั่น Remake

Remake

เกมส์คอนโซล เรียกได้ว่าในช่วงนี้ไม่มีเกมไหนร้อนแรงและถูกพูดถึงมากที่สุดเท่าเกม Final Fantasy 7 Remake อีกแล้วในตอนนี้ ที่มีเรื่องราวให้พูดถึงเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น สงครามกองอวย แอริธ และ ทีฟา ที่ดีเบตกันเมามันราวกับย้อนเวลาไปอยู่ในยุค 90s เวอร์ชั่น Remake ก็เป็นแบบนั้นเหมือนเดิม สามารถไปรับชมกันได้ที่

การมาของเวอร์ชั่น Remake มีการปรับเปลี่ยนใหม่เกือบจะทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเรื่อง, ระบบการต่อสู้, ไอเท็ม หรือแม้กระทั่ง มาทีเรีย ก็มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะ มาทีเรียสีแดง ที่ใช้เรียกมนต์อสูร ในเวอร์ชั่น Remake ก็ถูกปรับเปลี่ยนไม่ใช่แค่เรียกออกมาใช้ท่าแล้วจากไป แต่ยังสามารถออกมาช่วยเราต่อสู้แบบตัวเป็นๆ ก่อนจะปิดท้ายด้วยเท่าไม้ตายใหญ่สุดเท่ จึงอดคิดไม่ได้ว่ามนต์อสูรตัวอื่นๆ ในเวอร์ชั่น Original ในแบบ Remake มันจะอลังการขนาดไหน และ นี่คือโฉมหน้าของเหล่ามนต์อสูรที่อยากจะเห็นมากที่สุดในภาค Remake จะมีตัวไหนบ้างเราไปชมพร้อมกันเลย

Megaflare ของ Bahamut เวอร์ชั่น Remake

Remake

Odin

Remake

มนต์อสูร เจ้าประจำที่แฟน Final Fantasy คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี Odin ในเวอร์ชั่น Final Fantasy 7 จะมีที่ประจำตัว 2 แบบด้วยกันนั่นก็คือ Zantetsuken ดาบผ่ามิติที่ใช้สำหรับฟันศัตรูครั้งเดียวตาย และ Gunge Lance เอาไว้ใช้สำหรับสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งระดับ Boss ขึ้นไป วีรกรรมที่แฟนซีรีส์ตราตรึงใจมากที่สุดก็น่าจะเป็น Final Fantasy 8 ที่ออกมาโดน ไซเฟอร์ ปราบซะงั้น เหลือเชื่อโคตร


Kujata

Remake

เจ้ากระทิง Kujata แฟนๆ ซีรีส์ Final รุ่นเก๋าหลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยซะเท่าไร เพราะ โผล่มาครั้งแรกในยุค Final Fantasy 7 ถ้าหากไม่ได้เล่นภาค 7 ก็ไม่แปลกที่จะไม่รู้จักมัน แต่ในช่วงหลังๆ Kujata เริ่มมีบทมากขึ้นในภาคหลังๆ ล่าสุดก็เป็น มอนสเตอร์ให้สู้ใน Final Fantasy 15 นั่นเอง จุดเด่นท่าไม้ตายของ Kujata ใน Final 7 จะเป็นการปล่อยพลังเวทย์ขนาดใหญ่ทั้ง 3 ธาตุ ได้แก่ ไฟ, สายฟ้า และ น้ำแข็ง ก่อนจะปิดท้ายด้วยการกระทืบเท้าสร้างคลื่นพลังใส่ศัตรูทั้งหมด นับว่าเป็นอีกหนึ่งมนต์อสูรที่เปิดตัวได้อลังการมากในเวอร์ชั่น Original


Alexander

Remake

มนต์อสูรเจ้าของฉายา “ปราสาทเคลื่อนที่ได้” Alexander เป็นมนต์อสูรหุ่นยนตร์ที่โผล่มาครั้งแรกใน Final Fantasy 6 เจ้าของพลังธาตุศักดิ์ Divine Judgment ที่พร้อมจะยิงลำแสงใส่ศัตรูทั้งหมดตรงหน้า นับว่าเป็น มนต์อสูรที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก และมีบทบาทสำคัญใน Final Fatasy 9 ที่โผล่ออกมาปกป้องปราสาท Alexandria ยิงลำแสง Holy Judgment อัดใส่ Bahamut จนพ่ายแพ้ไป ก่อนที่สุดท้าย Alexander จะถูกปราบโดย Garland ในเวลาต่อมา


Phoenix

Remake

นกเพลิงสีรุ้งที่ไม่มีวันตาย มนต์อสูร ระดับ 5 จากภาค Final Fantasy 5 ที่ออกมาในรูปแบบนกไฟล้วนๆ แต่ในช่วงหลังก็มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ออกมาให้ดูภูมิฐานเหมาะสมกับตำแหน่งมนต์อสูรมากขึ้นกว่าเดิม บทบาทสำคัญของ Phoenix ส่วนใหญ่จะถูกเรียกออกมาเพื่อเอฟเฟคเสริมมากกว่าจะเอามาโจมตีโดยตรง ซึ่งนั่นก็คือ การชุบชีวิตเพื่อนในปาร์ตี้เราทั้งหมดเอาไว้ใช้พลิกสถานการณ์ในการต่อสู้ที่กำลังเป็นรองอยู่นั่นเอง


Neo Bahamut

Remake

น่าจะเป็นภาคแรกและภาคเดียวที่มี Bahamut หลายแบบหลายเวอร์ชั่นให้เราได้เลือกใช้ Neo Bahamut หรือ Bahamut Kai คือการกำเนิดใหม่แบบอัปเกรดขั้นกว่าของ Bahamut เท่าตัว มีจุดเด่นคือลำตัวสีแดงขนาดใหญ่ พร้อมท่าไม้ตายสุดรุนแรงที่ยิงมาจากชั้นบรรยากาศของโลกที่ชื่อว่า Gigaflare


Bahamut Zero

Remake

เหนือว่า Neo Bahamut ก็จะมาเป็น Bahamut Zero สุดยอดมนต์อสูรสาย Bahamut ในโลก Final Fantasy 7 Original ที่มีให้ Cloud ใช้ภายในเกม การโจมตีของ Bahamut Zero คือที่สุดของความเวอร์จากเดิม Neo Bahamut จะยิงลำแสง Gigaflare จากชั้นบรรยากาศโลก แต่ Bahamut Zero จะบินออกไปยิงจากนอกโลกด้วยพลังที่มีชื่อว่า Teraflare แต่เดี๋ยวก่อน Bahamut Zero ว่าเวอร์แล้ว แต่ยังมีซีรีส์ Bahamut อีกตัวที่เก่งกว่านั้นก็คือ Bahamut Fury หรือ Bahamut Retsu ที่โผล่ในภาค Crisis Core เป็น Bahamut สีทองอร่ามทั่วตัวแทบจะกลายเป็นเครื่องจักรทั้งหมด มีพลังทำลายล้างสูงที่สุดในโลก Final Fantasy 7 ด้วยพลังที่มีชื่อว่า Exaflare


Knights of Round

Remake

สุดยอดมนต์อสูรอัศวินโต๊ะกลมทั้ง 13 นาย Knights of Round คือมนต์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดในซีรีส์ Final Fantasy 7 Original มีจำนวนการโจมตีมากถึง 13 ครั้ง เรียกว่าอัญเชิญเพียงครั้งเดียวก็อัดใส่ เซฟิรอธ บอสใหญ่ของเกมเสีย HP พลังชีวิตไปร่วมแสน แต่การที่เราจะได้ Knights of Round มา จำเป็นจะต้องขี่ Chocobo สีทองข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังเกาะ Round Island ที่ไม่มีบอกในแผนที่โลก บอกเลยว่ากินเวลาร่วม เดือน กว่าจะได้มันมาเพราะเสียงเวลาเลี้ยง Chocobo นั่นแหละ